แฟนันดินโญ่ ใจฝ่อกลัวเน้นUCLอาจทำเรือหลุดท็อปโฟร์เลยก็ได้

แฟนันดินโญ่

หลังจากปีนี้แมนซิตี้ฟอร์มไม่แจ่มเหมือนเคย แถมแพ้ไปแล้วถึง6เกมในพรีเมียร์ลีกก็เริ่มทำให้แฟนันดินโญ่ต้องออกมากระตุ้นเพื่อนๆให้กลับมามุ่งมั่นอีกครั้ง พร้อมขู่ไปในตัวว่าหากย่ามใจทีมตราเรือใบอาจประสบเคราะห์กรรมถึงขึ้นหลุดท็อปโฟร์เลยทีเดียว

แมนซิตี้เพิ่งจะบุกไปแพ้สเปอร์สมา0-2 ทั้งที่รูปเกมพวกเค้าเหนือกว่ามาก จนกัปตันทีมแฟนันดินโญ่ชักเป็นกังวลเกี่ยวกับผลงานของทีมในระยะยาว “ เราแพ้สเปอร์สแบบสุดช็อค เราไม่ได้เล่นแย่ บางคนบอกว่าซิตี้ควรหันไปเน้นถ้วยอื่นแบบไม่ต้องเน้นพรีเมียร์ลีก แต่สำหรับผมไม่เห็นด้วย สเปอร์สทำให้เราเห็นแล้วว่าทีมอื่นๆพวกเค้าก็อยากเก็บแต้มด้วยกันทั้งนั้น ซิตี้ไม่สามารถสบายใจกับเรื่องนี้ได้ เราก็ยังคงต้องมีสมาธิกับเกมในลีก เพราะโควต้าแชมเปี้ยนส์ลีกเป็นสิ่งที่เราจะพลาดไม่ได้เช่นเดียวกัน ”

แฟนันดินโญ่ กล่าวถึงเเม้เราจะเน้นบอลถ้วยเเต่ก็ต้องยังรักษามาตรฐานของทีมไว้

“ เราทำได้แค่เก็บแต้มที่เหลือให้มากที่สุดเรื่องแชมป์พรีเมียร์ลีกเราจะไม่พูดถึงมัน แน่นอนซิตี้ต้องการเน้นรายการบอลถ้วยที่เหลือทั้งคาราบาวคัพ,เอฟเอคัพ และยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก แต่ถึงกระนั้นเราก็ยังจำเป็นต้องรักษามาตรฐานของเราเอาไว้ แมนเชสเตอร์ซิตี้คือทีมระดับท็อป เอกลักษณ์ของเรายังคงเป็นการเสพย์ติดความสำเร็จ และชัยชนะ ” มิดฟิลด์วัย34ปีกล่าวอย่างไว้ลาย

เป๊ป หมดมุกโบ้ยพรีเมียร์ลีกไม่ชอบใจนักที่หงส์นำจ่าฝูงขาดลอย

เป๊ป กวาร์ดิโอล่าที่เสียเชิงโดนลิเวอร์พูลทำแต้มทิ้งห่างไปถึง22คะแนนเริ่มออกลูกงอแงเมื่อได้กล่าวพาดพิงให้ผู้จัดการแข่งขันพรีเมียร์ลีกออกมาไซโคทีมหงส์แดงบ้างที่ทำให้การลุ้มแชมป์ในซีซั่นนี้หมดสนุกก่อนเวลาอันควร “ ผมเองเคยพาซิตี้คว้าแชมป์ด้วยการมี100แต้มทิ้งห่างทีมอันดับสอง19คะแนน แล้วพรีเมียร์ลีกก็ออกมาบอกว่าไม่ชอบใจที่เราทำให้การลุ้นแชมป์ไม่สนุก แต่สิ่งที่เจอร์เกน คล็อปป์ทำในปีนี้มันหนักหนากว่าเคสของเราอีก ทำไมลิเวอร์พูลไม่โดยไซโคแบบเราบ้าง ”

“ เราต้องยอมรับในความยอดเยี่ยมของลิเวอร์พูล เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะตามพวกเค้าทัน พวกเค้าสร้างมาตรฐานใหม่ ไม่มีอะไรจะหยุดพวกเค้าได้เลย แน่นอนว่าเรายังไม่ถอดใจในบอลถ้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแชมเปี้ยนส์ลีก ”

พร้อมกันนั้นเป๊ปยังได้เอ่ยปากอีกว่าจะไม่มีการล้างบางทีมตราเรือใบในช่วงซัมเมอร์นี้อย่างแน่นอน “ ซิตี้ไม่จำเป็นต้องสร้างทีมใหม่ เรามีขุมกำลังที่ดีพร้อมอยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องแข็งแกร่งกว่านี้ นี่ยังไม่ใช่มาตรฐานของเรา งานของผมคือต้องหาทางกระตุ้นทีมให้กลับมาสู่จุดที่เราควรจะเป็นให้ได้ ”

อังกฤษ แคมป์ระอุสสเตอริ่งน็อตหลุดปรี่เข้าหาเรื่องโจโกเมซ

อังกฤษ

ในเกมที่ลิเวอร์พูลเอาชนะแมนซิตี้ได้3-1นั้น ช่วงท้ายเกมปรากฎว่าราฮีม สเตอริ่ง และโจ โกเมสได้มีปากเสียงกันเล็กน้อยในช่วงท้ายเกม และดูเหมือนปีกตัวจี๊ดของทีมตราเรือใบจะยังคงคาใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวจนมีรายงานระบุว่าสเตริ่งได้ก่อเหตุชวนทะเลาะกับโจ โกเมสอีกครั้งในระหว่างการเก็บตัวฝึกซ้อมรับใช้ทีมชาติอังกฤษ

สื่อในอังกฤษได้ออกมาแฉว่าราฮีม สเตอริ่งได้บีบคอทักทายโจ โกเมสทันทีที่ได้เจอกันในแคมป์ทีมชาติ พร้อมทั้งท้าทายว่าดาวเตะรุ่นน้องจะมาทำซ่าไม่ได้อีกแล้วเนื่องจากในแคมป์ทีมชาติไม่ได้มีผู้เล่นลิเวอร์พูลคอยให้ท้ายอีกแล้ว โดยหลังจากข่าวฉาวนี้เล็ดลอดออกมา ทั้งตัวราฮีม สเตอริ่ง และสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ต่างก็พร้อมใจกันออกมาแถลงการขอโทษต่อสาธารณะโดยทันที

อย่างไรก็ตามด้านนายใหญ่ทีมชาติอังกฤษ แกเร็ธ เซาธ์เกตได้ตัดสินใจลงโทษราฮีม สเตอริ่งจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ด้วยการแบนออกจากทีมเป็นเวลาหนึ่งเกม นั่นเท่ากับปีกตัวเก่งของแมนซิตี้จะไม่มีชื่อลงเล่นในเกมที่ทีมชาติอังกฤษจะลงดวลกับมอนเตเนโกร แต่สเตริ่งก็จะกลับมาช่วยสิงโตคำรามในเกมถัดไปที่จะต้องแข่งกับโคโซโวนั่นเอง

ราฮีมแถลงผ่านIGเคลียร์ปัญหาใจกับโจโกเมสยันร่วมงานกันต่อในทีมชาติ อังกฤษ ได้

ราฮีม สเตอริ่งที่รู้สึกผิดต่อทุกฝ่ายหลังจากที่ได้บันดาลโทสะใส่เพื่อนร่วมทีมชาติก็ได้ออกมาขอโทษผ่านโลกออนไลน์ “ เกมฟุตบอลเต็มไปด้วยอารมณ์ร่วม และดูเหมือนผมจะใช้อารมณ์กับโจ โกเมสอย่างไม่เหมาะสม ผมรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก ผมได้ขอโทษเค้า(โจ โกเมส)แล้ว รวมถึงผมต้องโทษแฟนบอล,สตาฟฟ์โค้ช และเจ้าหน้าที่ทุกท่าน(ที่เกี่ยวข้องกับทีมชาติอังกฤษ) หลังจากนี้ผมกับโจจะสามารถเล่นร่วมกันได้เหมือนเดิม แม้ผมจะไม่ได้เล่นในเกมวันพฤหัส(อังกฤษแข่งกับมอนเตเนโกร)แต่ผมก็จะขอสนับสนุนทีมในทุกๆด้าน ” สเตอริ่งในวัย24กะรัตโพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรม

นอกจากนี้แกเร็ธ เซาธ์เกตยังหวังให้พี่ใหญ่อย่างจอร์แดน แฮนเดอร์สันเป็นตัวกลางในการที่ช่วยปรับอารมณ์รุ่นน้องทั้งสองคนเนื่องจากกัปตันทีมลิเวอร์พูลนั้นเคยสนิทสนมกับราฮีม สเตอริ่งตั้งแต่ก่อนที่เจ้าตัวจะย้ายมาร่วมทัพเรือใบ และโจ โกเมสก็ถือว่าเป็นรุ่นน้องที่อยู่ในโอวาทของเฮนโด้มาโดยตลอด โดยจอร์แดน แฮนเดอร์สันจะไม่มีชื่อในเกมกับมอนเตเนโกรเช่นเดียวกัน เนื่องจากเจ้าตัวติดโทษแบนโดนพักการแข่งขันเป็นเวลาหนึ่งนัดนั่นเอง

 

แมนซิตี้ &VAR&สถิติจากเกมดวลสเปอร์สกวาร์ดิโอล่ายังคงยิ้มได้?

แมนซิตี้

พรีเมียร์ลีกเพิ่งจะเดินทางเข้าสู่โปรแกรมนัดที่สองมันเร็วเกินไปไหมที่มีอย่างแมนซิตี้และสเปอร์สต้องมาดวลกัน จะช้าหรือเร็วก็ตาม แต่ที่แน่ๆเหล่าลูกรักของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า(เทรนเนอร์แมนเชสเตอร์ซิตี้)ทำแต้มหล่นจากแม็ตซ์นี้ไปแล้วสองคะแนน ทั้งยังเป็นความเจ็บช้ำที่มาจากเทคโนโลยีVARเป็นคำรบสอง หลังจากพวกเค้าเคยถูกปฏิเสธประตูในการดวลกับไก่เดือยทองจากการรีเพลย์ภาพช้าของเทคโลยีดังกล่าวจนเป็นเหตุให้ตกรอบในศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกเมื่อซีซั่นก่อน

กระนั้นสื่อในอังกฤษก็ยังชี้ว่าประสิทธิภาพของทีมตราเรือใบนั้นดุดันอย่างน่าพิศวง จนทำนายว่าปีนี้หนังจะฉายวนซ้ำที่แชมป์พรีเมียร์ลีกก็คงไม่พ้นมือเป๊ปอีกครั้ง นั่นมาจากสถิติการสร้างโอกาสยิงประตูของแมนซิตี้ที่มากกว่าสเปอร์ถึงสิบเท่า(30/3) รวมถึงโอกาสสัมผัสบอลในกรอบเขตโทษสเปอร์สที่สูงถึง52ครั้ง มันมากมายเหลือเกิน แต่คำถามที่น่าสนใจสถิติที่ขี่กันชนิดห่างชั้นนี้ ทำไมจึงลงเอยด้วยการแบ่งแต้ม นี่เป็นสัญญาณที่ดีหรือร้ายกันแน่สำหรับโครตกุนซืออย่างเป๊ป กวาร์ดิโอล่า

แมนซิตี้ ครองบอลเยอะกว่าไม่ได้แปลว่าชนะ เซอร์อเล็กเคยให้บทเรียนกับอาร์เซนอลมาเเล้ว

เหมือนหลายสิบปีก่อนเมื่อครั้งที่อาร์เซนอลก้าวขึ้นมาท้าทายบารมีของแมนยู ทีมปืนใหญ่ภายใต้การทำทีมของอาร์แซน เวนเกอร์ก็เคยใช้ฟุตบอลในสไตล์ที่เน้นการต่อบอล(แต่เพรซซิ่งไม่ดุเท่าแมนซิตี้) แม้ในช่วงแรกบอลสไตล์นี้จะสร้างปัญหาให้กับเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันเป็นอย่างมาก ทว่าเพียงไม่นานเมื่อกุนซือชาวสก็อตจับจุดได้การต่อบอลที่สวยงามของอาร์เซนอลก็โดนทำลายในอีกไม่กี่ปีต่อมา โดยนักเตะปีศาจยุคนั้นยืนยันว่าเฟอร์กี้มีแนวคิดว่ายิ่งครองบอลมากก็ยิ่งมีโอกาสผิดพลาดมากเช่นกัน ฉะนั้นแมนยูก็ใช้สูตรเกลือจิ้มเกลือนี้ในการทำลายเกมของคู่แข่ง ซึ่งมีความเป็นไปได้เหมือนกันว่าการครองแบบชนิดมากเกินจำเป็นของทีมเรือใบอาจไม่ใช่สูตรสำเร็จที่จะนำทีมไปสู่การเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่สาม

การได้จับบอลในเขตโทษถึง52ครั้งแต่แปลเป็นสกอร์ได้เพียงสองลูกแท้จริงแล้วนี่คือลางบอกเหตุไปยังทีมตราเรือใบแล้วว่าพวกเค้าอาจกำลังหมกหมุ่นกับสไตล์บอลเฉพาะตัวมากจนเกินไป โดยก่อนหน้าหลุยส์ ฟาลกัลก็เคยออกมาตำหนิเป๊ปเช่นกันว่าไม่ทำการบ้านกับทีมคู่แข่งและยังใช้ยุทธวิธีแบบเดิมๆในการเข้าทำ ซึ่งใช้ไม่ได้กับการต่อสู้ในเวทียุโรปจนทำให้นายใหญ่ชาวสเปนไม่เคยได้ชูถ้วยUCLอีกเลยนับตั้งแต่แยกทางกับบาร์เซโลน่าในปี2012 และตอนนี้สเปอร์สก็แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้วว่าพวกเค้าสู้กับแมนซิตี้ได้สบายแถมยังถีบทีมของเป๊ปหล่นจากตำแหน่งจ่าฝูงอีกต่างหาก