อังกฤษ แคมป์ระอุสสเตอริ่งน็อตหลุดปรี่เข้าหาเรื่องโจโกเมซ

อังกฤษ

ในเกมที่ลิเวอร์พูลเอาชนะแมนซิตี้ได้3-1นั้น ช่วงท้ายเกมปรากฎว่าราฮีม สเตอริ่ง และโจ โกเมสได้มีปากเสียงกันเล็กน้อยในช่วงท้ายเกม และดูเหมือนปีกตัวจี๊ดของทีมตราเรือใบจะยังคงคาใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวจนมีรายงานระบุว่าสเตริ่งได้ก่อเหตุชวนทะเลาะกับโจ โกเมสอีกครั้งในระหว่างการเก็บตัวฝึกซ้อมรับใช้ทีมชาติอังกฤษ

สื่อในอังกฤษได้ออกมาแฉว่าราฮีม สเตอริ่งได้บีบคอทักทายโจ โกเมสทันทีที่ได้เจอกันในแคมป์ทีมชาติ พร้อมทั้งท้าทายว่าดาวเตะรุ่นน้องจะมาทำซ่าไม่ได้อีกแล้วเนื่องจากในแคมป์ทีมชาติไม่ได้มีผู้เล่นลิเวอร์พูลคอยให้ท้ายอีกแล้ว โดยหลังจากข่าวฉาวนี้เล็ดลอดออกมา ทั้งตัวราฮีม สเตอริ่ง และสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ต่างก็พร้อมใจกันออกมาแถลงการขอโทษต่อสาธารณะโดยทันที

อย่างไรก็ตามด้านนายใหญ่ทีมชาติอังกฤษ แกเร็ธ เซาธ์เกตได้ตัดสินใจลงโทษราฮีม สเตอริ่งจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ด้วยการแบนออกจากทีมเป็นเวลาหนึ่งเกม นั่นเท่ากับปีกตัวเก่งของแมนซิตี้จะไม่มีชื่อลงเล่นในเกมที่ทีมชาติอังกฤษจะลงดวลกับมอนเตเนโกร แต่สเตริ่งก็จะกลับมาช่วยสิงโตคำรามในเกมถัดไปที่จะต้องแข่งกับโคโซโวนั่นเอง

ราฮีมแถลงผ่านIGเคลียร์ปัญหาใจกับโจโกเมสยันร่วมงานกันต่อในทีมชาติ อังกฤษ ได้

ราฮีม สเตอริ่งที่รู้สึกผิดต่อทุกฝ่ายหลังจากที่ได้บันดาลโทสะใส่เพื่อนร่วมทีมชาติก็ได้ออกมาขอโทษผ่านโลกออนไลน์ “ เกมฟุตบอลเต็มไปด้วยอารมณ์ร่วม และดูเหมือนผมจะใช้อารมณ์กับโจ โกเมสอย่างไม่เหมาะสม ผมรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก ผมได้ขอโทษเค้า(โจ โกเมส)แล้ว รวมถึงผมต้องโทษแฟนบอล,สตาฟฟ์โค้ช และเจ้าหน้าที่ทุกท่าน(ที่เกี่ยวข้องกับทีมชาติอังกฤษ) หลังจากนี้ผมกับโจจะสามารถเล่นร่วมกันได้เหมือนเดิม แม้ผมจะไม่ได้เล่นในเกมวันพฤหัส(อังกฤษแข่งกับมอนเตเนโกร)แต่ผมก็จะขอสนับสนุนทีมในทุกๆด้าน ” สเตอริ่งในวัย24กะรัตโพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรม

นอกจากนี้แกเร็ธ เซาธ์เกตยังหวังให้พี่ใหญ่อย่างจอร์แดน แฮนเดอร์สันเป็นตัวกลางในการที่ช่วยปรับอารมณ์รุ่นน้องทั้งสองคนเนื่องจากกัปตันทีมลิเวอร์พูลนั้นเคยสนิทสนมกับราฮีม สเตอริ่งตั้งแต่ก่อนที่เจ้าตัวจะย้ายมาร่วมทัพเรือใบ และโจ โกเมสก็ถือว่าเป็นรุ่นน้องที่อยู่ในโอวาทของเฮนโด้มาโดยตลอด โดยจอร์แดน แฮนเดอร์สันจะไม่มีชื่อในเกมกับมอนเตเนโกรเช่นเดียวกัน เนื่องจากเจ้าตัวติดโทษแบนโดนพักการแข่งขันเป็นเวลาหนึ่งนัดนั่นเอง

 

แมนซิตี้ &VAR&สถิติจากเกมดวลสเปอร์สกวาร์ดิโอล่ายังคงยิ้มได้?

แมนซิตี้

พรีเมียร์ลีกเพิ่งจะเดินทางเข้าสู่โปรแกรมนัดที่สองมันเร็วเกินไปไหมที่มีอย่างแมนซิตี้และสเปอร์สต้องมาดวลกัน จะช้าหรือเร็วก็ตาม แต่ที่แน่ๆเหล่าลูกรักของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า(เทรนเนอร์แมนเชสเตอร์ซิตี้)ทำแต้มหล่นจากแม็ตซ์นี้ไปแล้วสองคะแนน ทั้งยังเป็นความเจ็บช้ำที่มาจากเทคโนโลยีVARเป็นคำรบสอง หลังจากพวกเค้าเคยถูกปฏิเสธประตูในการดวลกับไก่เดือยทองจากการรีเพลย์ภาพช้าของเทคโลยีดังกล่าวจนเป็นเหตุให้ตกรอบในศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกเมื่อซีซั่นก่อน

กระนั้นสื่อในอังกฤษก็ยังชี้ว่าประสิทธิภาพของทีมตราเรือใบนั้นดุดันอย่างน่าพิศวง จนทำนายว่าปีนี้หนังจะฉายวนซ้ำที่แชมป์พรีเมียร์ลีกก็คงไม่พ้นมือเป๊ปอีกครั้ง นั่นมาจากสถิติการสร้างโอกาสยิงประตูของแมนซิตี้ที่มากกว่าสเปอร์ถึงสิบเท่า(30/3) รวมถึงโอกาสสัมผัสบอลในกรอบเขตโทษสเปอร์สที่สูงถึง52ครั้ง มันมากมายเหลือเกิน แต่คำถามที่น่าสนใจสถิติที่ขี่กันชนิดห่างชั้นนี้ ทำไมจึงลงเอยด้วยการแบ่งแต้ม นี่เป็นสัญญาณที่ดีหรือร้ายกันแน่สำหรับโครตกุนซืออย่างเป๊ป กวาร์ดิโอล่า

แมนซิตี้ ครองบอลเยอะกว่าไม่ได้แปลว่าชนะ เซอร์อเล็กเคยให้บทเรียนกับอาร์เซนอลมาเเล้ว

เหมือนหลายสิบปีก่อนเมื่อครั้งที่อาร์เซนอลก้าวขึ้นมาท้าทายบารมีของแมนยู ทีมปืนใหญ่ภายใต้การทำทีมของอาร์แซน เวนเกอร์ก็เคยใช้ฟุตบอลในสไตล์ที่เน้นการต่อบอล(แต่เพรซซิ่งไม่ดุเท่าแมนซิตี้) แม้ในช่วงแรกบอลสไตล์นี้จะสร้างปัญหาให้กับเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันเป็นอย่างมาก ทว่าเพียงไม่นานเมื่อกุนซือชาวสก็อตจับจุดได้การต่อบอลที่สวยงามของอาร์เซนอลก็โดนทำลายในอีกไม่กี่ปีต่อมา โดยนักเตะปีศาจยุคนั้นยืนยันว่าเฟอร์กี้มีแนวคิดว่ายิ่งครองบอลมากก็ยิ่งมีโอกาสผิดพลาดมากเช่นกัน ฉะนั้นแมนยูก็ใช้สูตรเกลือจิ้มเกลือนี้ในการทำลายเกมของคู่แข่ง ซึ่งมีความเป็นไปได้เหมือนกันว่าการครองแบบชนิดมากเกินจำเป็นของทีมเรือใบอาจไม่ใช่สูตรสำเร็จที่จะนำทีมไปสู่การเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่สาม

การได้จับบอลในเขตโทษถึง52ครั้งแต่แปลเป็นสกอร์ได้เพียงสองลูกแท้จริงแล้วนี่คือลางบอกเหตุไปยังทีมตราเรือใบแล้วว่าพวกเค้าอาจกำลังหมกหมุ่นกับสไตล์บอลเฉพาะตัวมากจนเกินไป โดยก่อนหน้าหลุยส์ ฟาลกัลก็เคยออกมาตำหนิเป๊ปเช่นกันว่าไม่ทำการบ้านกับทีมคู่แข่งและยังใช้ยุทธวิธีแบบเดิมๆในการเข้าทำ ซึ่งใช้ไม่ได้กับการต่อสู้ในเวทียุโรปจนทำให้นายใหญ่ชาวสเปนไม่เคยได้ชูถ้วยUCLอีกเลยนับตั้งแต่แยกทางกับบาร์เซโลน่าในปี2012 และตอนนี้สเปอร์สก็แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้วว่าพวกเค้าสู้กับแมนซิตี้ได้สบายแถมยังถีบทีมของเป๊ปหล่นจากตำแหน่งจ่าฝูงอีกต่างหาก